เว็บไซต์ยังจำเป็นอยู่หรือป่าว ?

เว็บไซต์ยังจำเป็นอยู่หรือป่าว ?

ถ้าพูดถึงในยุค ที่มีแพลตฟอร์ม มากมาย
คนส่วนใหญ่อาจจะลืมความสำคัญของเว็บไซต์
ไปเลย แล้วธุรกิจประเภทไหนที่ยังให้ความสำคัญกับเว็บไซต์
B To C
จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเว็บไซต์มากเท่าไหร
เพราะ B to C ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์แบบอื่นมากกว่า จึงยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องเว็บไซต์มากนัก
B To B / B To G
ธุรกิจ B To C เพราะเว็บไซต์สามารถสร้าง
ความน่าเชื่อถือต่อธุรกิจด้วยกัน ได้ดีกว่า
ยกตัวอย่างเช่น เราจะซื้อสิ้นค้าเพื่อมาลงทุน
ต่อยอดทางธุรกิจเราก็ต้องเข้าเว็บไซต์เพื่อค้นหา
ตัวตนของเจ้าของสิ้นค้าหรือบริการนั้นๆ
อยู่ดีๆ ไม่มีใครค้นหาจาก Facebook แน่นอน เพราะบริษัทขนาดใหญ่จะค้นหาจาก Google ว่ามีเว็บไซต์หรือป่าว ลูกค้าเก่าของเขาเป็นใคร ให้บริการแบบไหน เรื่องแบบนี้จะสร้างความมั้นใจให้กับกลุ่มลุกค้าได้มากกว่า เช่นเดียวกับหน่วยงาน
ภาครัฐ ที่ต้องการความหน้าเชื่อถื่อเป็นอย่างมาก
เพื่อทำการ จัดซื้อจัดจ้าง กับเจ้าของธุรกิจนั้น ๆ

" แล้วธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องมีเว็บไซต์หรือป่าว ?
อาจเป็นคำถามที่ธุรกิจ ขนาดเล็ก (SME) สงใสกันแน่
ในเมื่อลูกค้าของเราไม่ได้มาจากเว็บไซต์นี่นา !
เพราะลูกค้าส่วนให้มาจากแพลตฟอร์ม อื่นมากกว่า
แล้วจำเป็นต้องมีเว็บไซต์อีกหรือ "
มาทำความเข้าใจของการมีเว็บไชต์กันครับ

1.สร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ
2.จัดเรียงข้อมูลตามที่เราต้องการได้
3.เพราะคุณไม่สามารถ Design
ตามที่คุณต้องการในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้
4.เว็บไซต์มีการเก็บข้อมูลของลูกค้าแบบละเอียดมากกว่าเพราะแพลตฟอร์มอื่นไม่ให้ข้อมูลลูกค้าแบบละเอียดมาแน่ๆ

สรุปคือ
เว็บไซต์มีความยืดหยุ่นในการออกแบบมากกว่า
แพลตฟอร์มอื่น ๆ และมีการเก็บข้อมูลหลังบ้านจาก
ลูกค้าที่เข้าชมเว็บไซต์คุณ ด้วยข้อมูลเชิงลึก
เพื่อพัฒนา ความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้มีความเม่นยำ
แล้วการมีเว็บไซต์ที่ดีควรทำอย่างไร ?

1.ควรคิดคำนึงถือผู้ใช้งานผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย เรื่องนี้อาจดูว่าไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะตกม้าตายกับเรื่องนี้กันเยอะ ต้องระวังนะครับ
2.SEO
คือการทำ Content ดี ๆ ที่น่าสนใจ เพื่อให้ Google ตรวจจับว่า Content ของเราเป็นที่หน้าสนใจ
เว็บของเราจะได้ขี้นอันดับต้น ๆ ของการค้นหาคำเหล่านั้นไปด้วย การทำ SEO ต้องอาศัยการทำอย่างอย่างสม่ำเสมอรับรองเว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับต้น ๆ แน่นอน
3.SEM
คือการจ่ายเงินให้กำ Google เพื่อซื้อพื้นที่แสดงเว็บของเรานั้นเอง แต่ Google จะโชว์ว่าเว็บนี้มีการทำโฆษณา นิสัยคนส่วนใหย่จะกดเว็บที่ไม่ใช่โฆษณามากกว่า
4.การมีลิ้งที่เชื่อมโยงกัน
เช่น การที่ลูกค้าซื้อกาแฟแล้วลิ้งไปหาครีมเทียมด้วย พอมีลิ้งที่มีการเชื่อมโยงเยอะๆไปเว็บไซต์อื่น ๆ จะทำให้ Google เรียนรู้ว่าเว็บไซต์ของเรามีความน่าสนใจกว่าเว็บที่แสดง Content เพียงอย่างเดียว และทำให้คะแนนของเว็บไซต์เยอะ ขั้นนั้นเอง
5.Call to Action
สิ่งที่จำเป็นมากในเว็บไซต์ของคุณ อย่าแสดงข้อมูล Content เพียงอย่างเดียวเพราะมันดูน่าเบื่อไม่ฉะนั้นคนที่เข้ามาชมเว็บของคุณจะเข้ามาแล้วออกไปอย่างรวดเร็ว
Call to Action หรือปุ่มกระตุ้นความรู้สึก ซึ่งสามารถทำออกมาในรูปแบบของปุ่ม ป้าย หรือการทำกราฟฟิกแบบใดแบบหนึ่ง ที่จะไปปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ จะทำให้คนมีประสบการณ์ใช้งาน
มากขึ้นในการเข้าชมเว็บไซต์

 

ที่มาเนื้อหา/ ราการ Biz Genius

ลดขนาดไฟล์ PowerPoint ด้วยวิธีที่แสนลึกลับ

โดย Pond IMG 21 มิ.ย. 2019

ลดขนาดไฟล์ PowerPoint ด้วยจุดประสงค์ที่หลากหลายด้วยกัน คือส่งไฟล์ได้ง่ายทางออนไลน์ได้รวดเร็ว กับเปิดไฟล์ได้สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องรอโหลดนานๆ และไม่ต้องกังวลว่าไฟล์งาน PowerPoint กินพื้นที่ว่างบนเครื่องของเราด้วย โดยเฉพาะไฟล์งานบนสมาร์ทโฟน ที่มีข้อจำกัดพื้นที่ว่างภายในมือถือนั่นเอง บทความนี้จะเผยวิธีลดขนาดไฟล์ PowerPoint กัน และอาจเป็นวิธีที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนด้วยว่ามีแบบนี้ด้วยหรือ ลึกลับซับซ้อนมาก
Save ไฟล์เป็น PPTX

ง่ายสุดๆ save as ไฟล์ PowerPoint ให้เป็น .pptx ซึ่งออกแบบเพื่อลดขนาดไฟล์ให้เล็กลงอยู่แล้ว และเป็นไฟล์มาตรฐานของ PowerPoint ยุคปัจจุบันไปตั้งนานแล้ว ดังนั้น save เป็น .pptx เถอะ หากคุณทำเป็น .PPT  สามารถเข้าไปที่ File >> เลือกปุ่ม  Convert

แล้วตั้งชื่อไฟล์งานที่ต้องการ แค่นี้ก็จะแปลงจาก .PPT สู่ .PPTX ให้เลย
อย่า copy และ paste ภาพ ลงบนสไลด์ PowerPoint
การแทรกรูป ให้เลือกรูปภาพเป็นไฟล์ขนาดไฟล์เล็กจริงๆ ลงสไลด์ PowerPoint จะช่วยให้สไลด์ใน PowerPoint มีขนาดเล็กด้วยและมีคุณภาพของรูปภาพสูงอยู่ ถ้า copy และ paste จากเว็บลงสไลด์ จะทำให้สไลด์ PowerPoint มีขนาด File Size ใหญ่
ต้องไม่มีแก้ไขภาพใดๆเลยใน PowerPoint
หากแต่งภาพด้วยเครื่องมือ PowerPoint จะทำให้ File Size ขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้นลงภาพอย่างเดียวโดยไม่ต้องแก้ไขแต่งเติมบน PowerPoint จะดีกว่า
บีบอัดให้ไฟล์รูปภาพใน PowerPoint เล็กลง

โดยเข้าเมนู File >> เลือก save as.

9 วิธีถนอมสายตา จากการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์

โดย Pond IMG 20 มิ.ย. 2019

ยุคปัจจุบันนี้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์อย่าง คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เป็นสิ่งที่ใช้กันทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเด็กเล็ก เด็กโต วัยรุ่น หนุ่มสาว จนถึงรุ่นพ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ใครๆ ก็ล้วนกลายเป็นมนุษย์สิงหน้าจอได้ทั้งนั้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คืออาการปวดตา แสบตา เมื่อยล้าดวงตา และสายตาเสีย โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอ หรือเล่นเกม เล่นโซเชียลมากเกินไป เอาล่ะ! เรามาดูกันดีกว่าว่า ถ้าอยากจ้องจอแบบไม่ทำร้ายดวงตา เรามีวิธีถนอมสายตาได้อย่างไรบ้าง

ไม่จ้องหน้าจอใกล้เกินไป

เช่นเดียวกับการดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือ การเพ่งมองหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ใกล้เกินไป จะทำให้เสียสายตาได้ ดังนั้น ควรให้ตาเราห่างจากหน้าจอประมาณ 1 ฟุต เป็นอย่างน้อย จะช่วยป้องกันสายตาเสียได้

ปรับตัวอักษรบนหน้าจอให้ใหญ่ขึ้น

บางครั้งตัวอักษรบนหน้าจอสมาร์ทโฟนก็ช่างเล็กจิ๋ว ต้องเพ่งแล้วเพ่งอีกจึงจะอ่านได้ชัดเจน วิธีที่ช่วยได้คือตั้งค่าขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่สายตาเริ่มไม่ดี การปรับขนาดตัวอักษรจะช่วยป้องกันอาการปวดตาได้

ปรับความสว่างหน้าจอให้เหมาะสม

หน้าจอที่มืดเกินไป หรือสว่างจ้าเกินไป ล้วนไม่ดีต่อสายตาทั้งนั้น ขอแนะนำให้ตั้งค่าความสว่างให้เหมาะสมกับสายตาตนเอง เอาเป็นว่าเราใช้แล้วรู้สึกสบายตาที่สุด หรืออาจติดฟิล์มถนอมสายตาบนหน้าจอสมาร์ทโฟนก็พอจะช่วยได้เหมือนกัน

ไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ในที่มืด

การจ้องมองอะไรในที่มืด เราต้องเพ่งสายตามากกว่าปกติ และรูม่านตาเราต้องขยายมากขึ้น ซึ่งแสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์จะทำร้ายสายตาเราได้ ดังนั้น จึงควรใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอเท่านั้น

พักสายตาบ้าง

การจ้องหน้าจอนานๆ ทำให้สายตาเมื่อยล้า และพร่าเบลอ หากจำเป็นต้องทำงานอยู่หน้าจอเป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุกๆ 30-40 นาที โดยการหลับตาลงประมาณ 1-2 นาที หรือจองมองออกไประยะไกลๆ การมองทิวทัศน์ที่เป็นสีเขียว อย่างวิวต้นไม้ใบหญ้า ก็ช่วยให้สายตาผ่อนคลายได้ดีขึ้นเช่นกัน

กระพริบตาบ่อยๆ

เวลาเราใช้สายตาเพ่งหรือจ้องอะไรนานๆ อัตราการกระพริบตาของเราจะลดลง ทำให้ดวงตาแห้ง ไม่มีน้ำตามาหล่อเลี้ยง และเกิดอาการแสบตาได้ วิธีแก้ไขคือพยายามกระพริบตาบ่อยๆ เพื่อให้ดวงตาชุ่มชื้นขึ้น จะช่วยลดอาการแสบตาได้ หรือจะหยอดน้ำตาเทียมก็ช่วยได้เช่นกัน

ใช้ผ้าชุบน้ำประคบรอบดวงตา

หลังใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์นานๆ ดวงตาเราจะอ่อนล้า อิดโรย การใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ มาวางทับหรือประคบรอบดวงตาเป็นเวลา 2-3 นาที จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นขึ้นได้ อีกทั้งทำให้ผิวรอบดวงตาชุ่มชื้น ไม่แห้งเหี่ยวด้วย

ทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา

พืชผักผลไม้ที่อุดมด้วยแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน เช่น แครอท ฟักทอง มะละกอสุก ผักบุ้ง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ จะช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเสื่อมสภาพของลูกตา และทำให้การมองเห็นของเราดีขึ้น

ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี

บางครั้งสายตาเราอาจเสื่อมลง มีสายตาสั้น ยาว เอียง ผิดปกติโดยที่เราไม่รู้ตัว ยิ่งเราจ้องหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์มากๆ ก็ยิ่งทำให้สายตาแย่ลง และยิ่งรู้สึกไม่สบายตามากขึ้น เราจึงควรไปตรวจสายตากับจักษุแพทย์ทุกปี หากสายตาเริ่มมีปัญหาก็แก้ไขโดยการสวมแว่นหรือคอนแทคเลนส์สายตาที่เหมาะสม

ขอขอบคุณบทความจาก honestdocs.

สะดวกไปอีก.. Google เอาฟีเจอร์ Translate มาใส่ไว้ใน GBoard พิมพ์ไป แปลภาษาไป ทำได้พร้อมกันแบบ Real-Time

โดย Pond IMG 19 มิ.ย. 2019

สำหรับใครที่ต้องเดินทาง หรือต้องทำงานเกี่ยวกับภาษาต่างประเทศบ่อยๆ น่าจะคุ้นเคยกับฟีเจอร์แปลภาษาแสนสะดวกอย่าง Google Translate กันดีอยู่แล้ว ซึ่งล่าสุด Google ยังได้เอาฟีเจอร์สุดมีประโยชน์นี้มารวมเอาไว้ในแป้นพิมพ์ GBoard ให้สามารถแปลภาษากันได้แบบ Real-Time พิมพ์ปุ๊บ ขึ้นคำแปลให้ปั๊บเลยล่ะ

สำหรับการเปิดใช้งานก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่โหลด GBoard จาก Goole Play Store มาติดตั้งซะก่อน หรือสำหรับใครที่มีแป้นพิมพ์ตัวนี้อยู่แล้วก็ให้ไปอัพเดทให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดก่อนนะ ถึงจะมีฟีเจอร์ Translate ขึ้นมาให้เลือก
วิธีใช้งาน GOOGLE TRANSLATE สำหรับ GBOARD

กดใช้แป้นพิมพ์ (GBoard) ตามปกติ
เลือกที่ Menu (ไข่ปลา 3 จุด)
เลือก แปลภาษา (translate)

หลังจากนั้น เวลาที่เราพิมพ์ ภาษาของคีย์บอร์ดที่เราเลือกไว้ก็จะขึ้นมาบนแถบเหนือคีย์บอร์ด พร้อมกับภาษาต่างประเทศที่แปลเรียบร้อยแล้ว ก็จะไปขึ้นตรงบริเวณที่เราเลือกไว้อัตโนมัติโดยไม่ต้องคอยกดเองเลย

เท่านี้เราก็สามารถพิมพ์แชทกับชาวต่างชาติได้สบายๆ แบบไม่ต้องคอยสลับแอปเพื่อเข้าไปเปิดดิคแปลภาษาทีนึง แล้วกลับมาแชททีนึงได้แล้วล่ะ เรียกว่าชีวิตง่ายกว่าเดิมเยอะเลยทีเดียวเลยครับ

ขอขอบคุณบทความจาก  droidsans.

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โลกเราไม่จำเป็นต้องมีพาสเวิร์ดอีกต่อไป

โดย Pond IMG 18 มิ.ย. 2019

biometric verification ระบบยืนยันตัวตนที่จะเข้ามาแทนที่การใช้งานรหัสผ่าน ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความปลอดภัยและความรวดเร็วในการขอรับบริการต่าง ๆ

รหัสผ่านนั้นเป็นสิ่งที่มีมีมาตั่งแต่โบราณกาลนานมากแล้ว (ท่าจะนานจริง)  ในนลักษณะการผ่านด่านทหารองครักษ์ เพื่อเข้าไปในบริเวณ โดยต้องให้รหัสผ่านหรือคำสัญลักษณ์ ทหารองครักษ์จะอนุญาตให้คนหรือกลุ่มคนผ่านเข้าไปได้

แต่ปัจจุบันเราประยุกค์ใช้รหัสผ่านในการ Access เข้าใช้งานระบบอะไรหลาย ๆ อย่าง (Access Thing)  ไม่ว่าจะเป็น การใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนตัว การล๊อกอินเกม การทำธุรกรรมการทางการเงินผ่านแอป การซื้อของออนไลน์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนใช้พาสเวิร์ดแทบทั้งสิ้น

โดยรหัสผ่านถูกใช้เพื่อระบุตัวตนกับองค์รักษ์ (ระบบคอมพิวเตอร์) ให้เราเข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ข้างต้นได้ เป็นวิธีที่ล้ำหน้าที่สุดในการยืนยันตัวตนในยุคนี้   แต่ปัญหาของการใช้งานพาสเวิร์ดคือเรื่องของความปลอดภัย ผู้คนมักเผลอให้รหัสกับผู้ไม่หวังดี บางทีก็ถูกแฮกหรือตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ง่าย  และปัญหาเบสิกก็คือการลืมพาสเวิร์ดไปดื้อ ๆ  ซึ่งนี่คือจุดอ่อนใหญ่

แต่มีข่าวดีเกิดขึ้น เมื่อหลายประเทศเริ่มพัฒนารูปแบบการยืนยันตัวตนในวิธีอื่น หนึ่งในนั้นคือระบบ “biometric verification” เป็นการตรวจสอบตัวตนผ่านระบบไบโอเมตริกซ์ โดยประเมินลักษณะทางชีวภาพที่แตกต่างกัน เช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า ม่านตา DNA และลายเซ็นทางดิจิทัล

ประโยชน์คือ มันจะทำให้พาสเวิร์ดหายไป ไม่ต้องลืม เพราะสิ่งที่เราจะใช้งานยืนยันคือลักษณะทางชีวภาพ  เพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ ลองนึกถึงการปลดล๊อคมือถือผ่านใช้ลายนิ้วมือ แต่ระบบนี้กำลังพัฒนาไปสู่การใข้งานในระดับประเทศที่จะส่งให้ผู้คนสามารถใช้งานการระบุตัวตนได้ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น

ปัจจุบันมีหลายประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนา และบางประเทศก็ทำสำเร็จแล้ว เช่น ประเทศเอสโตเนีย  โดยเริ่มพัฒนาการยืนยันตนเองของประชาชนผ่านระบบดิจิทัลโดยใช้ Smart ID โดยที่ประชาชนสามารถใช้ในการขอบริการจากภาครัฐผ่านเว็บไซต์ได้แทบทุกบริการ  ซึ่งสามารถเลือกใช้การยืนยันด้วย PIN  หรือลายเซ็นดิจิทัลได้

นอกจากนี้ในประเทศอินเดีย ประเทศที่มีประชากรเป็นดับสองของโลก ก็เริ่มพัฒนาระบบการยืนยันตัวตนผ่านระบบไบโอเมตริกซ์เพื่อขจัดความล่าช้าเวลาประชาชนมาขอรับบริการภาครัฐ โดยมีแผนจะใช้เป็นลายนิ้วมือในการยืนยันตัวบุคคล

ทั้งนี้ในประเทศไทย กระทรวง DE ได้มอบหมายเรื่อง biometric verification ให้กับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว โดยจัดตั้งเป็นโครงการ Digital ID ที่จะจัดทำระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนเพื่อช่วยลดความซ้ำซ้อน ความสิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากร  ภาระแก่ผู้ประชาชนและผู้มีหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้องและยืนยันตัวตน

และถ้าถามว่าอีกนานไหม ก็คงไม่นานเท่าไหร่ เพราะเราเริ่มเห็นสัญญาณแล้วว่าภาครัฐกำลังเริ่มทำอย่างจริงจัง และเอกชนบางรายก็เริ่มขยับแล้ว เช่นบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรายหนึ่ง ได้เปิดให้บริการ  Biometric-KYC ให้คนเข้าไปลงทะเบียนยืนยันตัวตัวผ่านการสแกนใบหน้า
ข่าววันที่: 18 มิถุนายน 2019 By Pond IMG

   

วิธีตั้งค่า “ความปลอดภัย” บน “เฟซบุ๊ก” ด้วยตัวเองง่ายๆ

โดย Pond IMG 17 มิ.ย. 2019

เชื่อว่าปัจจุบันนี้ ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของ "การรักษาความปลอดภัย" ในข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกับข้อมูลบน "เฟซบุ๊ก" ซึ่งถือว่าเป็นเครือข่ายออนไลน์ที่ผู้ใช้มากที่สุดในโลก

วันนี้ผม ได้รวบรวมคำแนะนำจากเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการป้องกันภัยจากการหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง โดยเฉพาะในเฟซบุ๊กเพจ ไม่ว่าจะเป็น เพจธุรกิจ สื่อมวลชน ครีเอเตอร์ และโปรไฟล์ของบุคคลที่มีชื่อเสียงต่างๆ เพราะอาจตกเป็นเป้าหมายของผู้ประสงค์ร้ายที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลการติดต่อและข้อมูลที่มีความอ่อนไหวอื่นๆ

ฟิชชิ่งคืออะไร
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ฟิชชิ่งคือการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เมื่อมีบุคคลพยายามที่จะเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ Facebook ของคุณด้วยการส่งข้อความหรือลิงก์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ฟิชชิ่งมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งอีเมล โปรไฟล์ในโซเชียลมีเดีย โพสต์ และข้อความ หรือเว็บไซต์ปลอม โดยทั่วไปแล้ว นักต้มตุ๋นจะอ้างตัวว่าเป็นพนักงานจากบริษัทที่มีชื่อเสียงหรือแกล้งปลอมตัวเป็นบุคคลที่คุณรู้จัก เพื่อขอให้คุณให้ข้อมูลรหัสผ่าน หมายเลขบัตรเครดิต หรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ และหากพวกเขาสามารถเข้าสู่ระบบบัญชีผู้ใช้งานของคุณได้ พวกเขาอาจใช้บัญชีของคุณในการส่งสแปมอีกด้วย

วิธีการป้องกันการถูกหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง
1. ระวังอีเมลหรือข้อความที่ไม่น่าไว้วางใจ

อีเมลที่มาจากเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับบัญชีผู้ใช้ของคุณจะประกอบด้วย fb.

เคล็ดลับการบำรุงดูแลรักษาโทรศัพท์มือถือให้ปลอดภัยหลังโดนฝน

โดย Pond IMG 13 มิ.ย. 2019

ทุกวันนี้การใช้งานมือถือไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ไหนคุณก็สามารถใช้งานได้ แต่หากเกิดเหตุมือถือโดนน้ำหกใส่หรือตกน้ำขึ้นมาคุณจะทำอย่างไร

วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากคุณกันอีกแล้ว หน้าฝนแบบนี้ป้องกันไว้ดีกว่าครับ มือถือราคาไม่ใช่ถูก

- หยิบออกจากจุดที่โดนน้ำให้ไวที่สุดละอองฝนเล็กน้อยก็สามารถทำอันตรายมือถือได้ อย่าลืมว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ถูกกับน้ำ
เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำอย่างยิ่งเพราะถ้าเกิดมือถือซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในน้ำนาน ๆ อาจจะเกิดความเสียหายเพราะน้ำเข้าไปที่ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องก็เป็นไปได้ ฉะนั้นการหยิบออกมาจากจุดที่โดนน้ำหรือตกน้ำก่อนจะดีที่สุด

- หากโดนแล้ว และไม่มั่นใจว่าน้ำเข้าหรือไม่ให้ ถอดแบตเตอรี่ ซิมการ์ด และการ์ดความจำออกจากเครื่อง แนะนำว่าควรปิดเครื่องก่อนให้เร็วที่สุด
สิ่งสำคัญสุดของเครื่องคือแบตเตอรี่และชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่สามารถถอดได้ เราควรจะถอดออกมาเพื่อระบายความชื้นออก รวมถึงซิมการ์ดและการ์ดความจำภายนอกด้วย

- ทำให้ตัวเครื่องแห้งไว้เร็วเท่าที่จะเป็นไปได้
หากระดาษซับน้ำหรือผ้าที่สามารถดูดน้ำออกมาได้ ให้ได้มากที่สุด เพราะน้ำที่เข้าไปในเครื่องหากเราทิ้งไว้ทั้งภายนอกอาจจะส่งผลให้จอไม่สามารถใช้งานได้ แต่ถ้าน้ำเข้าไปอยู่ข้างในให้ลองเขย่าเอาน้ำออกมาจะดีที่สุด

- อย่าเพิ่งเปิดเครื่องจนกว่าทุกอย่างของเครื่องจะแห้งสนิท ย้ำว่าแห้งสนิท!!
การเปิดเครื่องทันทีหรือเช็ดยังไม่ละเอียดจะทำให้เกิดความเสียหายเมื่อเปิดเครื่องทันทีเพราะน้ำที่อยู่ภายในเมื่อเจอกับไฟฟ้าอาจจะทำให้เกิดการลัดวงจรและทำให้เกิดความเสียหายขั้นร้ายแรงถึงขั้นเปลี่ยน Mainboard ของเครื่องมือถือคุณซื้อมีมูลค่าที่สูงพอสมควรเลยล่ะ

- กรณีเปิดไม่ติดให้นำไปให้ช่างไล่ความชื้น
สุดท้ายถ้าเช็ดเครื่องจนแห้งสนิทและประกอบเครื่องกลับไปเป็นที่เรียบร้อย แต่เครื่องเปิดไม่ติด แนะนำให้หาช่างซ่อมมือถือภายในเวลา 2 ชั่วโมงเพื่อให้ช่างสามารถแก้ไขได้ทัน เพราะถ้าทิ้งเกินกว่านั้น ขี้เกลืออาจจะขึ้นและทำให้อาจจะไม่สามารถซ่อมได้

แต่ทางที่ดีที่สุดนั้น การใช้งานมือถือก็ควรคำนึงถึงเหตุการณ์และสถานที่ว่าควรใช้ด้วยหรือไม่ แต่ถ้ามือถือตกน้ำไม่ต้องตกใจ ลองทำตามดูแล้วมือถือของคุณจะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมครับ

ที่มา www.

ฟีเจอร์ใหม่ Google Maps แจ้งเตือนเมื่อ Taxi ขับรถวนออกนอกเส้นทาง

โดย Pond IMG 12 มิ.ย. 2019

     ดูเหมือนว่า Google กำลังพยายามให้การโดยสารด้วยรถแท็กซี่มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยการเพิ่มฟีเจอร์แจ้งเตือนเมื่อรถขับออกนอกเส้นทางที่ควรจะไป

     Google Maps แจ้งเตือนเมื่อ Taxi ขับออกนอกเส้นทาง
แท็กซี่เป็นวิธีการเดินทางที่ถือว่าสะดวกมากๆ สำหรับการเดินทางในเมืองที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่เคยไปมาก่อน แต่ก็น่ากังวลถ้าเราไม่สามารถสื่อสารภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ และนี่เองจึงเป็นที่มาของฟีเจอร์ใหม่ใน Google Maps ที่จะช่วยให้มีความปลอดภัยมากขึ้นไม่มากก็น้อย

ฟีเจอร์ใหม่ที่ว่านี้คือระบบการแจ้งเตือนเมื่อรถแท็กซี่ขับออกนอกเส้นทาง ซึ่งการเปิดใช้งานทำได้ง่ายๆ เพียงพิมพ์ปลายทางที่ต้องการจะไปบน Google Maps แล้วแตะที่แท็บเมนู “Stay Safer” จากนั้นให้เลือกการแจ้งเตือนเมื่อออกนอกเส้นทาง (Get off-route alerts) หากแท็กซี่ไม่ขับไปตามทางที่ Google แนะนำไว้ ก็จะมีการแจ้งเตือนทันที ซึ่งเราจะได้รู้ตัวเพื่อความปลอดภัย

การแจ้งเตือนที่ว่านี้จะทำงานเมื่อออกนอกเส้นทางไปไม่น้อยกว่า 500 เมตร เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ตรวจสอบเส้นทางผ่าน Google Maps ได้ทัน แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจเกินไป ให้ลองดูเส้นทางอีกครั้งว่าไปยังจุดในระยะทางที่เท่ากันหรือไม่ เพราะบางครั้งคนขับก็อาจเลี่ยงเส้นทางหลักเนื่องจากปัญหาการจราจรหรือมีการปิดเส้นทาง

ฟีเจออร์นี้ถูกพบโดย Aamir Siddiqui ทีมของ XDA Developers และดูเหมือนว่าปัจจุบันจะเปิดให้ใช้งานได้เฉพาะในประเทศอินเดียเท่านั้น แต่คาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ในประเทศอื่นๆ หลังจากนี้ในไม่ช้า

ข่าววันที่: 12 มิถุนายน 2019 By Pond IMG

   

SSL Certificates คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

 ถ้าหากพูดถึง SSL หลายคนคงเคยได้ยินมาแล้วว่า เป็นเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องของความปลอดภัยของเว็บไซต์ แต่อาจจะไม่ทราบว่าจริงๆแล้ว SSL คืออะไร หรือมีประโยชน์อย่างไร วันนี้เราจะมาคลายข้อสงสัยตรงนี้กัน

    SSL คืออะไร
SSL Certificates หรือเรียกสั้นๆว่า SSL ย่อมาจาก Secure Socket Layer คือโปรโตคอลทางด้านความปอดภัย และได้มีการกำหนดเป็นมาตราฐานความปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถือที่สุด โดยบริษัท Netscape เป็นผู้ที่คิดค้นขึ้นมาและส่งต่อไปให้กับ IETF (Internet Engineering Task Force ) เป็นกลุ่มนานาชาติของผู้ที่มีส่วนร่วม ในการพัฒนาโครงสร้างของอินเทอร์เน็ต ให้มีการพัฒนา SSL ต่อเพื่อให้มีมาตราฐานและเป็นที่ยอมรับในวงการมากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ที่ต้องการใช้งาน SSL นั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองจาก CA (Certificate Authority) ซึ่งเป็นผู้ที่ออกใบรับรอง ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการออกใบรับรอง SSL อยู่หลากหลายค่ายที่มีชื่อเสียงในอันดับต้นๆ เช่น Symantec, Thawte , Comodo , Geotrust โดยมีจุดสังเกตง่ายๆว่าเว็บไซต์ไหนที่มีระบบรักษาความปลอดภัย SSL ดูได้จาก URL โดยเว็บไซต์ที่ได้ใบรับรองจะมี URL ที่ขึ้นต้นด้วย https:// แต่ถ้าไม่ได้รับการรับรองจะใช้เพียง http:// เท่านั้น

SSL certificate จะมีทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้

Dedicated SSL certificate เป็น SSL  ที่นิยมและมีความน่าเชื่อถือสูงสุด เพราะมีขั้นตอนการตรวจสอบตัวตนของผู้รองขอใบรับรอง ที่นิยมใช้ส่วนใหญ่จะเป็นเว็บไซต์ของธนาคาร
Shared SSL certificate  ต้องเรียกผ่าน URL ที่ทาง CA   เป็นผู้กำหนดเช่นhttps://secure.

รู้จักเทคโนโลยี Cloud Computing กันเถอะ

     เทคโนโลยีในการใช้งานระบบ คอมพิวเตอร์ กำลังจะเปลี่ยนไป เปลี่ยนจากการที่ผู้ใช้งานต้องเตรียมหรือติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์เพื่อตอบสนองการทางานไว้ที่สานักงานด้วยตัวเอง ไปเป็นการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ Cloud Computing

     Cloud Computing ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่เสียทีเดียว ในขณะนี้ Cloud Computing เป็นเทคโนโลยีที่พร้อมให้บริการแล้ว แต่อาจจะยังไม่แพร่หลายนักเนื่องจากกลุ่มผู้ใช้งานจานวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้จักว่า Cloud Computing คืออะไร บ้างก็ยังไม่เข้าใจหรือยังมองไม่ออกว่า Cloud Computing จะให้ประโยชน์ต่อการดาเนินงานหรือธุรกิจขององค์กรได้อย่างไร

เช่นนั้นมาทาความรู้จักกับเทคโนโลยี Cloud Computing กันสักหน่อย

Cloud Computing เป็นเสมือนคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่เราใช้งานกันอยู่คือมีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผลและเก็บข้อมูล แต่ Cloud Computing เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่มากๆ รองรับการใช้งาน การประมวลผล ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมหาศาล
Cloud Computing สามารถจาแนกตามการใช้งานได้ 3 ประเภทคือ...
- Infrastructure as a Service (IaaS) เป็นโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกับระบบคอมพิวเตอร์คือ มีทั้งหน่วยประมวลผล ระบบเครือข่าย และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้ใช้งาน
- Platform as a Service (PaaS) เป็นการใช้งานเกี่ยวกับแพลตฟอรม์ต่างๆ เช่น การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชั่นหรือโมบายแอปพลิเคชั่น เป็นต้น
- Software as a Service (SaaS) เป็นการใช้งานทางด้านซอฟต์แวร์ ซึ่งภายใต้ระบบหรือเทคโนโลยี Cloud Computing จะมีซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน เช่น ซอฟต์แวร์ทางบัญชี ซอฟต์แวร์การบริหารจัดการโรงแรม และอื่นๆ ซึ่งจาเป็นสาหรับธุรกิจประเภทต่างๆ ให้ใช้งาน

     สรุปก็คือ Cloud Computing เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่พร้อมรองรับการทางานของผู้ใช้งานในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่าย การจัดเก็บข้อมูล การทดสอบระบบหรือติดตั้งฐานข้อมูล หรือการใช้งานซอฟต์เฉพาะด้านในธุรกิจต่างๆ โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องติดตั้งระบบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไว้ที่สานักงานให้ยุ่งยาก แต่สามารถใช้งานในสิ่งที่ต้องการได้ด้วยการเชื่อมต่อกับระบบ Cloud Computing ผ่านอินเทอร์เน็ต
ในการเชื่อมต่อกับระบบหรือการใช้งานผ่าน Cloud นั้นแท้จริงไม่ใช่การทางานผ่านก้อนเมฆหรืออากาศที่ไม่มีตัวตนแต่อย่างใด แต่เป็นการเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือ Data Center ของผู้ให้บริการนั่นเอง ซึ่งศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์อยู่ภายใต้ระบบที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยอย่างมาก

 

Cloud Computing มีประโยชน์ด้านไหน หรือมีประโยขน์ต่อตนเองหรือธุรกิจอย่างไรบ้าง เราได้รวบรวมข้อได้เปรียบของระบบ Cloud Computing มาฝากกันครับ

–  ประหยัดเงินในการลงทุนเรื่องทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เพราะเปลี่ยนเป็นระบบเช่าแทน ทำให้บริษัทที่มีงบจำกัดได้มีระบบสารสนเทศที่ดีใช้

–  สามารถสร้างระบบใหม่ เพิ่มขนาดทรัพยากรได้อย่างง่ายดายและภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

–  ขจัดปัญหาเรื่องการดูแลระบบทรัพยากรสารสนเทศออกไป เพราะ  Nipa.